🏆 7 กลยุทธ์ทำงานหลายโปรเจกต์พร้อมกันอย่างไรให้ปัง 🏆

✔️ เริ่มวางแผน เมื่อต้องทำงานหลายโปรเจกต์พร้อมกันยิ่งต้องเพิ่งการวางแผนให้ดีกว่าเดิม เริ่มจากการประเมิณสถานการณ์เบื้องต้น เช่น ต้องทำอะไรบ้าง ต้องใช้ระยะเวลาในการทำเท่าไร ต้องใช้คนกี่คน✔️ จัดลำดับความสำคัญของงาน กำหนด task ที่จะต้องทำในแต่ละโปรเจกต์ พร้อมประเมิณความสำคัญของแต่ละ task แล้วเริ่มวางแผนทำ task ที่มีความจำเป็นและสร้างผลกระทบในงานแต่ละโปรเจกต์นั้น ๆ และมอบหมายงาน✔️ ใช้เครื่องมือจัดการงานโปรเจกต์แบบออนไลน์ เครื่องมือจัดการงานโปรเจกต์แบบออนไลน์ที่เป็นตัวช่วยชั้นดีให้คุณสามารถบริหารโปรเจกต์ที่มีมากมายอยู่ในมือได้อย่างมีประสิทธิภาพพราะคุณและทีมสามารถเห็นภาพรวมของโปรเจกต์ได้แบบ real time และทุกคนในโปรเจกต์มองเห็นภาพรวมเดียวกัน✔️ หมั่นรีวิวและปรับแผนอยู่เสมอ จัดประชุมเพื่อรีวิวระหว่างทำงานแต่ละโปรเจกต์อยู่เสมอ เพื่อเช็กว่าการทำงานในโปรเจกต์ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ และเป็นการรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทำงาน✔️ รู้จักกระจายความรับผิดชอบ เพราะคุณมีงานหลายอย่างที่จะต้องทำ มีเรื่องหลายเรื่องที่จะต้องตัดสินใจในการทำโปรเจกต์แต่ละโปรเจกต์✔️ โฟกัสกับงานที่ทำอยู่เสมอ หลาย ๆ ครั้งคุณอาจจะหลุดโฟกัสทำให้ทำงานพลาดได้ง่าย ๆ และนอกจากการจัดเรียงความสำคัญแล้ว การโฟกัสในงานที่ทำอยู่ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรละเลย✔️ สื่อสารกับทีมงานอยู่เสมอ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างคนในทีมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การทำงานดำเนินไปได้ด้วยดี และประสบความสำเร็จได้ 😊😊

8 ทักษะเด็ดๆ ที่จะช่วยให้เด็กจบใหม่ ไม่ว่างงาน

มีทัศนคติเชิงบวก เป็นสิ่งที่องค์กรต้องการเป็นอย่างมากนื่องจากคนเหล่านั้นจะมีแต่ความคิดแง่ดี มองโลกในแง่ดี มีไหวพริบในการแก้ปัญหาได้ดี และรวดเร็ว การสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคือสถานการณ์ขับขันที่เราจะต้องแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งภายในระยะเวลาที่รวดเร็วหากเราสามารถผ่านไปได้ จะแสดงถึงความมีสติ ความรอบรู้ หรือแม้แต่ความเป็นผู้นำ3.มีความอดทน เด็กยุคใหม่อาจถูกตีตราว่าเป็นคนยุคที่มีความอดทนต่ำ ไม่มีความอดทนอดกลั้น เจอเหตุการณ์อะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ หรือไม่ทันใจก็จะเลิกล้มไป ไม่ทำ หรือลาออก4.ต้องมีความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ทุกองค์กร ทุกคนต้องการ พร้อมที่จะเรียนรู้ พัฒนาจากสิ่งที่พลาดพลั้ง และตั้งใจ มุ่งมั่น และความสำเร็จอันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไป5.มีความสามารถที่หลากหลาย การมีความสามารถที่หลากหลายนั้นทำให้เราเป็นเหมือนทรัพยากรที่มีค่ากับองค์กรมากขึ้น และอีกทางหนึ่งก็อาจจะเป็นคนที่พัฒนาองค์กรได้ถูกทิศถูกทางขึ้นด้วย6.สามารถปรับตัวให้เข้ากับองค์กรได้ดี วัฒนธรรมองค์กรที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในที่ทำงาน7.ความสามารถในด้านภาษา/ คอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในงานปัจจุบัน ซึ่งทักษะภาษาอังกฤษนั้นยังเป็นทักษะทางภาษาอันดับ 1 ที่องค์กรต้องการ และทักษะทางคอมพิวเตอร์ แค่โปรแกรมMicrosoft office คงยังไม่เพียงพอ อาจจะต้องมีทักษะโปรแกรมอื่น ๆ เพิ่มเติม8.มีความรู้ความสามารถพื้นฐานในสายงานที่เกี่ยวข้อง แต่ละสายงานต้องการทักษะที่แตกต่างกัน เพื่อการทำงานที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ

🖐”ทำไมถึงลาออก” คำถามที่คุณควรถามเมื่อพนักงานลาออก ❓

1️⃣ ทำไมคุณถึงตัดสินใจลาออก ? สิ่งที่คุณควรรู้ให้ได้คือสาเหตุของการลาออก ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุมและหากอาจกลายเป็นสาเหตุใหญ่ในบริษัทคุณควรรีบแก้ไขต้นเหตุโดยด่วน 2️⃣ มีอะไรที่องค์กรควรปรับปรุงให้ดีขึ้นได้บ้าง เพื่อช่วยให้พนักงานมีความสุขและป้องกันไม่ให้พนักงานคนอื่นๆที่อาจจะเจอปัญหาเดียวกันจนทำให้อยากยื่นลาออกตาม 3️⃣ เพราะได้งานที่ใหม่เลยตัดสินใจลาออก? คำตอบของคำถามดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากเพราะช่วยให้คุณทราบถึงข้อเสนอจากบริษัทใหม่ คุณจะทราบถึงการแข่งขันทางด้านสวัสดิการ การทำงานที่ยืดหยุ่น และวั ฒนธรรมที่อื่นๆ 4️⃣ เงินเดือนที่ได้รับน้อยเกินไป ? อย่างน้อยคุณก็ได้ทราบถึงเรื่องของเงินเดือนที่พนักงานได้รับนั้นน้อยไปในความรู้สึกของพวกเค้า หากมีพนักงานที่แจ้งลาออกด้วยสาเหตุนี้เป็นจำนวนมาก คุณควรพิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนทั้งองค์กรใหม่ 5️⃣ มีปัญหากับหัวหน้างานหรือไม่ ? แน่นอนว่าพนักงานคนดังกล่าวไม่กล้าจะพูดตามตรงกับหัวหน้างานของเขาเองในขณะที่ยังทำงานอยู่ แต่การถามด้วยคำถามสัมภาษณ์ก่อนลาออกจะช่วยให้เจอสิ่งที่เค้าไม่ได้พูดออกมาเกี่ยวกับหัวหน้างาน 6️⃣ เพราะความไม่โปร่งใสทำให้พนักงานรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม ? เป้าหมายของคุณคือการค้นหาถึงความโปร่งใสที่มีในองค์กรซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้พนักงานของคุณมีคุณค่า 7️⃣ คุณได้รับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสายงานเพียงพอหรือไม่ พนักงานลาออกด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สามารถพัฒนาตัวเองในสายอาชีพให้ดียิ่งกว่าเดิม คุณควรจัดหาโปรแกรมพัฒนาพนักงานภายในองค์กร 8️⃣ ชอบอะไรและไม่ชอบอะไรในงานคุณมากที่สุด สิ่งสำคัญคือการที่คุณได้รู้ว่าบริษัทได้มอบหมายงานที่ทำให้พนักงานทำงานด้วยความสุข 9️⃣ คุณจะแนะนำงานที่นี่ให้เพื่อนต่อหรือไม่ ถ้าไม่ ช่วยบอกเหตุผล ? ถึงแม้ว่าพนักงานนั้นกำลังจะลาออกจากงาน คุณยังอยากให้พนักงานดังกล่าวพูดถึงบริษัทในทางที่ดี แต่หากผลลัพธ์เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม คุณควรค้นหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาจะดีกว่า 🔟มีอะไรอยากบอกเพิ่มเติมอีกไหม คำถามที่ทรงพลังมากที่สุด ซึ่งคุณอาจเลือกไม่ถามพนักงานตอนสัมภาษณ์งานแต่ให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์กรอย่างแท้จริง 😊😊

🚫 รับมือเพื่อนร่วมงานขี้บ่น ตัดบทยังไงไม่ให้น่าเกลียด 🚫

💭 กำหนดนโยบายองค์กรที่รัดกุม มนุษย์ขี้บ่น ติโน่นนี่ไปเรื่อย งานเยอะก็บ่น งานน้อยก็คอมเพลน มีอยู่ในทุกองค์กร ดังนั่นองค์กรควรกำหนดนโยบายการทำงานที่ชัดเจน ตลอดจนจัดสถานที่ทำงานให้ปลอดจากการพูดสิ่งไม่สร้างสรรค์ สร้างองค์กรที่เมื่อพักเบรกจากเวลางาน จะคุยแต่เรื่องราวที่มีสาระ 💭 จับตาดูพฤติกรรมคนช่างบ่น ช่างติ คอยติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดโดยการให้เขามีส่วนร่วมกับโปรเจกต์งานที่ทำอยู่เสมอ หัวหน้างานเองก็ไม่ควรปล่อยปะละเลย เข้ามามีส่วนร่วมกับทีม เพราะมนุษย์ขี้บ่นเหล่านี้ ชอบอยู่ใต้เรดาร์การจับจ้องของหัวหน้าได้ดี 💭 ให้โอกาสในการปรับตัว หากพฤติกรรมความขี้บ่นสร้างปัญหามากเกินไป ถึงเวลาที่จะต้องเรียกพนักงานมาตักเตือน โดยเริ่มจากการให้คำแนะนำและปรับเปลี่ยนทัศนคติ ว่าการพร่ำบ่นนั้นทำลายบรรยากาศการทำงานของเพื่อนร่วมงาน 💭 ออกมาตรการที่เด็ดขาด หลังจากให้โอกาสปรับตัวแล้ว แต่พฤติกรรมช่างบ่น ขี้นินทายังไม่เปลี่ยน ก็ต้องใช้มาตรการหนักในการจัดการ และมีเอกสารให้ลงนาม 💭 ถ้ายังไม่ดีขึ้นก้ต้องปล่อยไป ถึงแม้พนักงานจอมบ่นจะมีความสามารถเรื่องงานหรือทักษะ Hard Skill มากเพียงใด แต่หากพฤติกรรมของคุณ ทำให้เพื่อนร่วมงานไม่สามารถทำงานร่วมด้วยได้ องค์กรก็อาจไม่เลือกที่จะเก็บคุณไว้ 😊😊

💡 แนะนำ เคล็ดลับการให้ฟีดแบ็กพนักงานที่ได้ผลดีเยี่ยม 💡

👉 บอกเขาให้ชัดเจน ควรระบุให้ชัดเจนไปเลยว่า คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร งานในส่วนไหนที่ดี เพราะอะไร งานในส่วนไหนยังไม่ดี เพราะอะไร 👉 ระบุที่พฤติกรรม ไม่ใช่ที่ตัวบุคคล คุณควรพูดว่า งานชิ้นนี้ไม่เรียบร้อย แทนที่จะพูดว่า คุณนี่ชุ่ยจริง ๆ เป็นการระบุไปเลยว่าส่วนไหนที่ยังต้องแก้ไขไม่ควรเหมารวมว่าเขามีนิสัยอย่างนี้อย่างนั้น เพียงเพราะเขาทำผิดพลาด 👉 การให้ฟีดแบ็กเพื่อช่วยเหลือ ให้คำแนะนำด้วยความจริงใจ ปรารถนาที่จะให้เขาได้พัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้น 👉 ให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรม คำแนะนำที่จะเป็นประโยชน์ต่อพนักงานควรเป็นรูปธรรม เพื่อให้พนักงานเข้าใจได้ง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติต่อได้ 👉 เพิ่มพลังให้ฟีดแบ็ก แค่คุณถามพนักงานก่อนว่า พวกเขาอยากจะฟังฟีดแบ็กเกี่ยวกับงานชิ้นนี้หรือไม่ เพื่อให้พนักงานได้เป็นคนเลือกเอง และเมื่อเขาเป็นคนตัดสินใจเอง เขาก็จะตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ 👉 ไม่ควรถามว่า “ทำไม” ถึงทำอย่างนี้ เพราะจะทำให้พนักงานเกิดการต่อ ต้าน แต่ควรตั้งคำถามด้วยคำว่า “อะไร” และ “อย่างไร”แทน 👉 ตรวจสอบว่าพนักงานเข้าใจคำแนะนำของคุณหรือไม่ โดยการถามพนักงานเพื่อเช็คความเข้าใจ หรือสังเกตว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่แนะนำหรือไม่ 👉 ฟีดแบ็กรวมถึงคำชมเชยด้วย เมื่อพนักงานทำดีก็ควรได้รับคำชมเช่นกัน ควรมองหาข้อดีของพวกเขา แล้วกล่าวชื่นชมพนักงานในสิ่งที่เขาทำได้ดี เพื่อเป็นกำลังใจ😊😊

👍 แนะนำ 5 วิธีแก้ปัญหาพนักงานมาสายที่ใช้ได้จริง 👍

✔️ กำหนดเวลาเข้าออกงานห้แน่ชัดเจน บางองค์กรอาจจะไม่ได้มีการกำหนดแวลาเข้าออกให้แน่ชัด และถือว่าบางอย่างอาจจะพออะลุ่มอะล่วยกันได้ แต่การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณลดเวลาในการจัดการเรื่องพวกนีไปได้มาก ✔️ ให้ความใส่ใจกับพฤติกรรมในช่วงทดลองงาน ในระยะเวลาทดลองงาน 3 เดือนเป็นเวลาที่มากเพียงพอที่คุณจะได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมโดยทั่วไปของพนักงานคนนึง ✔️ หาระบบมาจัดการ track เวลาเข้าออกงาน ลองหาโปรแกรมจำพวก HR และเครื่องสแกนใบหน้า หรือลายนิ้วมือมาใช้ร่วมกันดู นอกจากจะเชื่อได้ถึงความถูกต้องแล้ว การเรียกดูเวลาทำงานย้อนหลังก็ทำได้ง่ายอีกด้วย ✔️ ตักเตือนทันทีที่เห็นว่าพนักงานมาสาย การพูดคุยเพื่อรับรู้ถึงปัญหาของพนักงานที่มาสายทันทีเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามบานปลายนั่น ทำให้พนักงานเข้าใจว่าเวลาที่ควรพร้อมสำหรับทำงานคือเวลาเข้างาน และหาทางออกของปัญหาร่วมกัน ✔️ มีการจัดการคนที่มาสายอย่างจริงจัง ถึงเวลาที่ต้องใช้ไม้แข็งในการจัดการโดยการออกใบเตือนเพื่อให้รู้ว่าการมาสายเป็นพฤติกรรมที่ HR จะไม่ปล่อยไว้ และจัดการตามนโยบายบริษัทที่คุณได้ประกาศไว้อย่างจริงจังต่อไป😊😊

🎯 7 เคล็ดลับ บริหารพนักงานให้เดินไปสู่ความสำเร็จ🎯

🌈 ให้การสนับสนุนในสิ่งที่เค้าต้องการเพื่อความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมอุปกรณ์สำนักงานที่ครบครันและทันสมัย อธิบายหน้าที่งานให้เข้าใจ และทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องรู้ ต้องใช้ในการทำงาน 🌈 แนะนำและอธิบายภาพกว้าง ๆ ของการทำงานในองค์กร เริ่มต้นด้วยการแนะนำพนักงานใหม่ให้รู้จักแผนกต่าง ๆและทีมที่จะร่วมทำงานด้วยและอธิบายภาพการทำงานในองค์กรให้พนักงานเข้าใจว่า ตอนนี้เขามีบทบาทอย่างไรในองค์กร และเขาสามารถเติบโตในหน้าที่การงานต่อไปอย่างไรในอนาคต 🌈 กระตุ้นให้เกิดการเพิ่มมูลค่าให้กับผลงาน กระตุ้นพนักงานให้เกิดการหาวิธีใหม่ ๆ ในการสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานของตน 🌈 เริ่มจูงใจให้พนักงานทำงานยาก ๆ พนักงานใหม่อาจมึนงงกับข้อมูลมากมายที่ได้รับการถ่ายทอด คุณควรจูงใจพนักงานให้เข้าใจว่าการทำงานยากเป็นความท้าทายที่คุ้มค่า และนำมาซึ่งความภาคภูมิใจเมื่อทำสำเร็จ 🌈 แนะนำให้เห็นประโยชน์ของการร่วมมือกันทำงานให้บรรลุเป้าหมาย เมื่อพนักงานให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือกันในการทำงานเป็นทีม ย่อมทำให้งานนั้นง่ายขึ้นและผลงานออกมาดีกว่าทำคนเดียว 🌈 อธิบายถึงเหตุผลที่เขาควรจะรักงานที่ทำอยู่ จูงใจพนักงานให้ทำงานอย่างเต็มความสามารถ โดยชี้ให้เห็นว่าหน้าที่ในตำแหน่งของเขามีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรอย่างไร 🌈 ให้ฟีดแบ็ก และชื่นชมอย่างจริงใจ นำผลงานและความสำเร็จไปเผยแพร่เพื่อกล่าวชื่นชมพนักงานให้ทราบทั่วกันในองค์กร เมื่อพนักงานใหม่ได้รับการสนับสนุน ชื่นชม และสอนงานเป็นอย่างดี พวกเขาก็จะอยากอยู่กับองค์กรไปอีกนาน ๆ 😊😊

🔎 ส่อง 13 พฤติกรรมของพนักงานที่ไม่ส่งเสริมความก้าวหน้าขององค์กร 🔎

❌ ลูกช่างบ่น บ่นทั้งวี้ทั้งวัน – คือ พนักงานที่เอาแต่บ่นไปเสียทุกเรื่อง ไม่มีอะไรที่ดีพอสักอย่าง❌ แก้ตัวตลอด แถไปเรื่อย – คือ พนักงานที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และมักจะหาข้อแก้ตัวตลอดเวลา❌ ขาดความกระตือรือร้น เฉื่อยชา – คือ พนักงานที่ไม่มีความตื่นเต้นเวลามีโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ และไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งท้าทายและน่าลอง❌ ขาดน้ำใจ ไม่ช่วยเหลือคนอื่น – คือ พนักงานที่ชอบพูดว่า “นี่ไม่ใช่หน้าที่ของฉัน” และไม่คิดจะทำงานอะไรนอกเหนือไปจากงานของตัวเอง❌ ซุบซิบนินทา ว่าร้ายเพื่อนรวมงาน – คือ พนักงานที่ชอบตั้งแก๊งเมาท์เรื่องชาวบ้าน บั่นทอนกำลังใจในการทำงานและพลังของคนอื่น ๆ ในทีม❌ โกหกจนเป็นนิสัย – คือ พนักงานที่ชอบโกหก เป็นอันตรายต่อองค์กรอย่างยิ่ง คนเช่นนี้องค์กรไหน ๆ ก็ไม่อยากได้มาร่วมงาน❌ รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง – คือ พนักงานที่ทำตัวเก่งไปเสียทุกอย่าง รู้ดีไปหมดทุกอย่างไม่ว่าใครจะพูดอะไร❌ ชอบอยู่คนเดียว โลกส่วนตัวสูง – คือ พนักงานที่ชอบเก็บตัว อยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับคนอื่น […]

🎈ส่อง 6 สายงาน E-Commerce ที่มาแรงสุดในปีนี้ มาดูกันว่ามีตำแหน่งไหนน่าสนใจบ้าง🎈

👉 Social Media Associate / Creative Content แม้แพลตฟอร์มในโซเชียลมีเดียจะหลากหลายและมีรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างกัน แต่การทำเนื้อหายังคงเป็นหนึ่งใน Key สำคัญของการทำมาร์เกตติงแต่จะมาในรูปแบบตัวอักษร รูปภาพ คลิป ข่าวสารน่ารู้ อัปเดตโปรโมชันหรือโปรโมทสินค้า ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ความสร้างสรรค์ทำคอนเทนท์แทบทั้งนั้น 👉 Graphic Designer หากมี Creative Content แล้วจะขาด Graphic Designer ได้อย่างไร สองสายงานนี้เรียกว่าเป็นอาชีพที่ทำงานร่วมกันอยู่เสมอ อีกคนเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร อีกคนเล่าเรื่องด้วยอาร์ตเวิร์กผ่านการออกแบบ ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ โดยมีพ้อยท์ร่วมกัน 👉 Web Developer จะคอยดูแลรับผิดชอบเรื่องการสร้างเวปไซต์ ร่วมกับ Web Designer และ Programmer เพื่อพัฒนาระบบต่าง ๆ ให้เสถียรและใช้งานง่าย และรวมไปถึงคอยแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้เวปไซต์ใช้งานได้อย่างราบรื่น 👉 Key Account Management คือการดูแลและรักษาความสัมพันธ์กับเหล่าร้านค้า (Seller/Merchant) ที่จำหน่ายสินค้าในแพลตฟอร์มก็เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลการใช้งาน […]

10 ขั้นตอน Cheer up ปลุกทีมให้ฮึกเหิม

1.ตั้งเป้าหมายการทำงานตลอดทั้งปี หัวหน้าทีม ควรมีหน้าที่ชักจูงลูกทีมให้กำหนดเป้าหมายการทำงานตลอดทั้งปี เพื่อให้พวกเขามีทิศทางในการทำงาน หรือมีแนวทางในการดำเนินชีวิตในแต่ละปี2.ตั้งเป้าหมายการทำงานในแต่ละวัน ควรมีเป้าหมายย่อย ด้วยการกำหนดเป้าหมายการทำงานในแต่ละวัน เพื่อกำหนดเป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จในแต่ละวัน3.สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกทีม หน้าที่ของหัวหน้าทีมคือ Cheer up จุดประกายในการสร้างแรงบันดาลใจ จะด้วยการพูดกระตุ้น หรือมอบหมายงานที่ท้าทายความสามารถ เพื่อปลุกระดมพลัง ให้เกิดไอเดียสร้างสรรค์4.ฝึกให้คิดบวก การพูดให้กำลังใจ และปรับทัศนคติจากแง่ลบ ว่าการทำงานผิดพลาดในครั้งนี้ เพื่อเป็นบทเรียนของงานที่ดีกว่าในวันข้างหน้า และไม่ผิดซ้ำอีก5.ดึงให้ออกจาก Comfort zone ด้วยการมอบหมายงานใหม่ที่ท้าทาย ที่ยากขึ้น ที่ไม่เคยทำ เพื่อที่จะได้เห็นว่าเค้าอาจจะทำในสิ่งที่เค้าไม่เคยทำได้ดีก็ได้6.มีการกำหนดการทำงานที่มีความยืดหยุ่น รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกคนต้องปรับตัว ยืดหยุ่นมากขึ้น และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นตลอดเวลา7.ควรสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและการพักผ่อน หากทุ่มเททำงานหนักจนเกินไป สุดท้ายก็มีโอกาสเจ็บป่วยและเสียงานในท้ายที่สุด ควรพักจากการทำงาน และหันไปออกกำลังกาย หรือหากิจกรรมเพื่อผ่อนคลายทำ8.หาโปรเจกต์ใหม่ ๆ ให้ลองทำ การที่ทีมได้รับโปรเจกต์ใหม่ๆ ให้ต้องทำร่วมกัน คุณสามารถแบ่งกระจายหน้าที่ความรับผิดชอบ กำหนดให้มีการระดมสมอง ประชุมรวบรวมไอเดีย และแยกย้ายลงมือทำก่อน ก่อนร่วมกันนำเสนอ9.เปิดโอกาสให้เสนอไอเดียใหม่ ๆ อย่าปิดกั้นไอเดียใหม่ ๆ หรือความคิดล้ำ ๆ แหวกแนว ยิ่งลูกทีมที่เป็นเจน Y และ Z ด้วยแล้ว […]